องค์ที่ 5 สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โสม ฉนฺโน เปรียญ 5 ประโยค )


          นามเดิม โสม นามฉายา ฉนฺโน นามสกุล ศุภเทศ ชาติภูมิ ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำเนิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ จุลศักราช 1236 ตรงกับวันจันทร์
ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ พุทธศักราช 2417 เวลาใกล้รุ่ง เป็นปีอธิกมาส โยมบิดาชื่อ เทศ โยมมารดาชื่อ ภุม เมื่ออายุ 4 ปี มารดาได้ถึงแก่กรรม จึงได้อยู่ในสำนักแห่งตากับยายเลี้ยงต่อมาได้เล่าเรียนหนังสือไทยอยู่บ้าน จนอายุ 12-13 ปี

          ปฐมวัย อายุ 12-13 ปี ย่าได้รับไปให้อยู่ที่วัดในสำนักพระครูรัตนมุนี ศรีสังฆราชาวังกาแก้ว (ทองอยู่) เจ้าคณะใหญ่เมืองไชยา (ผู้เป็นพี่ชายของย่า) ที่วัดโพธาราม (วัดเหนือ) ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ได้เล่าเรียนหนังสือของ สูตรมูลวไลยอลงกรณ์ จนอายุได้ 15 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร เมือ่พระครูรัตนมุนี ฯ มรณถาพได้เรียนภาษาบาลีในสำนักพระชยาภิวัฒน์ (หนู) พ.ศ. 2437 ได้เข้ามาอยู่กรุงเทพ ฯ ในสำนัก พระราชมุนี (ปุ่น) วัดอรุณราชวราราม ธนบุรี ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนัก พระยาธรรมปรีชา (บุญ) อาจารย์ เอี่ยม วัดพระเชตุพน และพระราชมุนี บ้าง การมากรุงเทพ ฯ ครั้งนั้น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯได้บอกว่าได้มาทางเรือสมัยนั้นเข้าจะเก็บค่าเรือคนละ 5 บาท แต่โดยเฉพาะพระคุณท่าน มีคนโดยสารหนึ่งคนบอกว่า ยังเด็กเล็กนัก เข้าเลยเก็บค่าเรือเพียง 10 สลึง (สองบาทห้าสิบสตางค์) เวลานั้นอายุได้ 19 ปี ย่างเข้า 20 ปี ตรงกับพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 ปีมะเมีย

 
 

          เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2437 อุปสมบท วันที่ 22 เมษายน 2439 พระราชมุนีพาไปอุปสมบทที่วัด ชีปะขาว อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระโพธิวงศาจารย์ (วิญญู) เมื่อครั้งยังเป็นที่พระปริยัติวงศาจารย์ วัดบรมวงศ์อิศรวรารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมุห์แย้มวัดสามกุฏิ ตำบลบางยี่ขันกับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ครั้งดำรงตำแหน่งพระศรีสมโพธิเป็นคู่สวดกรรมวาจาจารย์ การศึกษาภาษาไทย ประโยค 5 สอบที่โรงเรียนสายวลีสัณฐาคาร ภาษาอังกฤษ ชั้น 2 สอบที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

          พ.ศ. 2438 ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แปลได้ประโยค 1-2 ตกประโยค 3

          พ.ศ. 2441 ย้ายไปอยู่วัดบพิตรพิมุข พร้อมด้วยพระราชมุนี (ปุ่น) ปีนี้ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวงที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ คราวนี้ต้องแปลตั้งแต่ประโยค 1 ไปใหม่ การแปลครั้งนี้ได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค

          พ.ศ. 2443 พระราชมุนี ลาสิกขาบท ได้เข้านิสัยในสำนักพระธรรมดิลก (อิ่ม) ครั้งเป็นพระราชเมธี

          พ.ศ. 2445 ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรม ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เป็นเปรียญ 5 ประโยค

          พ.ศ.2449 ได้ย้ายไปอยู่วัดราชบูรณะ กับพระเทพมุนี (อิ่ม) และได้เป็นที่พระครูปลัดฐานานุกรม ของพระเทพมุนี (อิ่ม)

          พ.ศ. 2457 ในรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ

          พ.ศ. 2469 วันที่ 6 พฤศจิกายน ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระราชเวที ตรีปิฏกภูษิตธรรมบัณฑิตยติคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี

          พ.ศ. 2485 ได้เป้นสมาชิกสังฆสภา และป็นประธานคณะวินัยธรชั้นฏีกา ท่านเจ้าประคุฯสมเด็จ ฯ เป็นองค์แรกที่ได้เป็นประธานคณะวินัยธรชั้นฏีกา

          พ.ศ. 2487 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากวัดราชบูรณะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางราชการให้อพยพ จึงได้อพยพไปอยู่ที่วัดใหม่หนองพะอง ตำบลหนองแขม
อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

          พ.ศ. 2488 วัดราชบูรณะ ต้องประสบภัยทางอากาศด้วยเครื่องบินข้าศึก พังพินาศหมดทั้งวัด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยุบเข้ากับวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นวัดใกล้เคียงกัน และทรงตั้งให้เป็นพระธรรมดิลก ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ฯ สืบไป ตราตั้งลงวันที่ 8 มกราคม 2489

          ครั้นออกพรรษาแล้วถึงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 กรมศาสนา ได้จัดเรือและรถยนต์ของหลวง ไปรับมาส่งที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยขบวนแห่

          พ.ศ. 2490 วันที่ 8 มิถุนายน ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่พระอุบาลีคุณุปมาจารย์

          สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม) ถึงมรณภาพด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลสงฆ์ พญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550 เวลา 21.45 น. สิริรวมชนมายุ ได้ 89 ปี พรรษา 67 ได้รับพระราชทานน้ำสรงพระศพและโกศลไม้สิบสอง พร้อมด้วยเครื่องประดับอิสริยยศเป็นเกียรติยศเป็นเจ้าอาวาสครองวัดสุทัศนเทพวราราม 16 ปี


                                  หน้าแรก