องค์ที่ 4 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทโว เปรียญ 5 ประโยค)

         สมเด็จพระสังฆราชพระนามเดิมว่า แพ ฉายาว่า ติสสเทโว ประสูติในรัชกาลที่ 4 เมื่อ ณ วันพุธ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2399 บิดาชื่อนุตร์ มารดาชื่ออ้น เป็นชาวสวนบางลำภูล่าง อำเภอคลองสาน กรุงเทพมหานคร มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ 1.นายคล้าย 2.สมเด็จพระสังฆราช 3.หลวงพันธพิทักษ์ (อยู่) 4.นางทองคำ 5.นางทองสุก 6.นายชื่น 7.นายทองใหญ่

         เมื่อพระชนมายุ 7 ขวบ ได้ไปศึกษาอักขรสมัยอยู่ที่วัดทองนพคุณ บิดาเลื่อมใสในสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระธรรมวโรดม มาอยู่วัดราชบูรณะ ท่านจึงให้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 แล้วกลับไปเล่าเรียนอยู่วัดทองนพคุณได้ศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร

         ครั้นสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระชนมายุได้ 16 ปี สมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) ให้ไปรับมาอยู่กับท่านที่วัดพระเชตุพน ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) เป็นพื้นนอกจากนั้นได้เล่าเรียนกับเสมียนตราศุขบ้าง พระโหราธิบดี ชุ่มบ้าง พระอาจารย์โพบ้าง ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ เมื่อปีชวด พ.ศ. 2419 แต่แปลตก หาได้เป็นเปรียญไม่

 
         เมื่อปีชวดนั้นอายุครบอุปสมบท แต่สมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) อาพาธ ต้องอยู่ประจำรักษาพยาบาล จึงไม่มีโอกาสอุปสมบท และเมื่อสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) ใกล้ถึงมรณภาพนั้นท่านได้แนะนำให้ไปอยู่เป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ แต่เมื่อยังเป็นพระเทพกระวี ครั้นสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มรณภาพแล้ว จึงไปถวายตัวเป็นศิษย์กับสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วไปอุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร อันอยู่ใกล้บ้านเดิมเมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2422 สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อยังเป็นพระเทพกระวีเป็นพระอุปัชฌายะพระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ กับพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร เป็นพระคู่กรรมวาจาจารย์ แล้วมาอยู่ที่วัดสุทัศน์กับสมเด็จพระวันรัต (แดง) ต่อมาในตอนนี้ได้เล่าเรียนกับสมเด็จพระวันรัต(แดง) เป็นพื้นแลได้เรียนกับสมเด็จพระสังฆราช (สา) ที่วัดราชประดิษฐ์

         เมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง) เลื่อนเป็นพระธรรมวโรดมได้ตั้งให้ท่านพระครูใบฎีกาในฐานานุกรมตำแหน่งนั้น แล้วเลื่อนเป็นพระครูมงคลวิลาส และพระครูวินัยธร เมื่อเป็นพระครูวินัยธรแล้วได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งที่ 2 ที่พระที่นั่งสุทไธสววรย์ เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. 2425 ได้เป็นเปรียญ 4 ประโยค ต่อมาถึงปีระกา พ.ศ. 2428 เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกเป็นครั้งที่ 3 ที่ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามแปลได้อีกประโยค 1 รวมเป็น 5 ประโยค ถึงปีฉลุ พ.ศ. 2432 ไดรับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีสมโพธิถึงปีวอก พ.ศ. 2439 เมื่อวันในรัชกาลแห่งสมเด็จบรมบพิตรที่ 5 ครบหมื่นวันทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเสมอพระราชาคณะชั้นเทพในราชทินนามเดิม พระราชทานตาลบัตรแฉกประดับพลอยและเพิ่มนิตยภัตในคราวเดียวกันกับที่ได้โปรดให้พระธรรมวโรดม (แสง) วัดราชบูรณะ เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ถึงปีจอ พ.ศ. 2441 ทรงตั้งเป้นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพโมลี ตรีปิฏกธรา มหาธรรมกถึงคณฤศรบวรสังฆาราม คามวาสี

         สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัต เดือนละ 4 ตำลึง กึ่งมีฐานานุศักดิ์ ควรตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ต่อมาถึงปีชวด พ.ศ. 2443 โปรดให้เลื่อนเป็นพระธรรมโกศาจารย์ ถึงรัชกาลที่ 6 พระราชทานหิรัญบัฏทรงเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระพรหมมุนี เมื่อปีชวด พ.ศ. 2455 ต่อมาถึงปีกุน พ.ศ. 2466 ได้รับพระราชทานสุพรรณบัฏเลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่พระพุฒาจารย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน ครั้งถึงรัชกาลที่ 7ได้ทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระวันรัต

         ครั้นเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดราชบพิธสิ้นพระชนม์ลงประจวบกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จกลับจากยุโรปเข้ามาเยี่ยมพระมหานครได้ทรงโปรดเกล้า ให้สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระราชทานตาลบัตรแฉกประจำตำแหน่งในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประกาศแต่งตั้งในราชกิจจานุเบกษา ปรากฏในสำเนาดังต่อไปนี้

         ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลสังฆปรินายกปธานาธิบดีสงฆ์สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปเสียแล้วเป็นการสมควรที่จะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นสนองพระองค์ต่อไป และโดยที่สมเด็จพระวันรัตวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะใหญ่หนใต้มีคุณุปการทางศาสนกิจ สมควรจะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระพระเจ้าอยู่หัวจึงให้ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปรินายก ปธานาธิบดี สงฆ์มณฑลทั่วพระราชอาณาจักร ประกาศมา ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2481 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.อ. พหลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี

         ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480 ) อาทิตย์ ทิพอาภา พลเอก เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

         คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงให้เฉลิมพระนามสมเด็จพระสังฆราชตามที่จารึกในสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสุขุมวิธานดำรง สกลสงฆปรินายก ตรีปิฏกกลากุสโลภาศอานันทมหาราชพุทธมามกาจารย์ ติสสเทวาภิธานสังฆวิสุต ปาวจนุตตม โศภณวิมลศรีสมาจารวัตร พุทธศาสนิกบริษัทคารวะสถาน วิจิตรปฏิภาณพัฒนคุณ อดุลคัมภีรญาณสุนทร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี เสด็จสถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมได้ 15 รูป

         ในระยะต่อมา พระองค์ก็ทรงพระประชวรพระโรคชรากระเสาะกระแสะเรื่อย ๆ มา แต่เพราะพระทัยของพระองค์เข้มแข็งยิ่งนัก ประกอบด้วยได้แพทย์ผู้สามารถถวายการพยาบาลจึงมีพระอาการทรงอยู่ได้ตลอดมา จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487 ได้เริ่มประชวรเพราะพระโรคเดิมอีก แพทย์ได้ถวายการพยาบาลจนสุดความสามารถ พระอาการโรคได้ทรุดหนักลงทุกวันจนถึงวันที่ 26 เดือนเดียวกัน ก็ได้สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 3.00 น. ที่ตำหนักวัดสุทัศนเทพวราราม สิริพระชนมายุได้ 89 โดยปีพระพรรษาได้ 66 ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปรินายกได้ 7 พรรษา ได้รับพระราชทานน้ำสรงพระศพและพระโกศลพระลองกุดั่นน้อยประดับพุ่มและเฟืองเครื่องสูง 5 ชั้น เครื่องประดคมสังข์แตรจ่าปี่ จ่ากลอง และกลองชนะ มีพระพิธีธรรมสวดอภิธรรมประจำพระศพและรับพระราชทานฉัน 15 วัน ประดิษฐานพระศพ ณ ตำหนักที่สิ้นพระชนม์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ไว้ทุกข์ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีกำหนด 15 วัน แล้วทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานในสัตตมวารที่ 1 ทรงพระกรุณา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เปลี่ยนพระลองกุดั่นใหญ่และจัดการพระราชทานเพลิงพระศพเป็นการหลวง ณ สุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488


                                  หน้าแรก